สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 11 กรกฎาคม 2560

CGH จากโบรกเกอร์ สู่ Holding Company: 3 ปีสู่การเติบโตยั่งยืน

CGH จากโบรกเกอร์ สู่ Holding Company: 3 ปีสู่การเติบโตยั่งยืน

หากจำกันได้ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับ บล. คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) ที่ได้ตัดสินใจผันตัวจากธุรกิจหลักทรัพย์ มาเป็น Holding Company ภายใต้ชื่อ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ด้วยวิสัยทัศน์ "ผู้นำในตลาดการลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง" หลังจากมองเห็นแล้วว่าธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย มีแนวโน้มแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น

**เปิดกลยุทธ์ลงทุนสร้างผลลัพธ์

            CGH เริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ปลายปี 2556 หลังจากเห็นความเสี่ยงจากการแข่งขันอย่างดุเดือดในธุรกิจโบรกเกอร์ก่อนผันตัวเองเป็น Holding Company เต็มตัว พร้อมเปลี่ยนชื่อจาก CGS เป็น CGH ในปี 2558 โดยมองหาการลงทุนที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท มีเครือข่ายกว้างขวาง ผนึกโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของบริษัทในเครือเพื่อลงทุนในธุรกิจที่มีมูลค่าและโอกาสสูงสุด

สำหรับกลยุทธ์การตัดสินใจลงทุนของ CGH ซึ่งผู้บริหารได้กล่าวเพื่อให้ความมั่นใจกับผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ระบุไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย

1. การมองหาโอกาสในการลงทุนที่ Under Value เช่น การลงทุนใน บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI ซึ่งเป็นธุรกิจเหมืองแร่ที่กำลังจะปิดเหมือง แต่ CGH มองเห็นว่า PDI เป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเพราะทรัพย์สินและเงินสดที่แข็งแกร่ง มีมูลค่ามากเพียงพอที่จะทำธุรกิจอื่นต่อได้ด้วยตัวเอง และไม่มีหนี้สินระยะยาว  จึงได้เข้าลงทุนใน PDI เมื่อปี 2557 และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในปี 2559 โดยได้เข้าไปช่วยกำหนดทิศทางการประกอบธุรกิจใหม่ที่เน้นด้านพลังงานสะอาด 3 ธุรกิจคือ ธุรกิจกำจัดขยะ ธุรกิจรีไซเคิลของเสียภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจพลังงานทดแทน

ปัจจุบัน CGH ถือหุ้น 25% ใน PDI

 

 

2. โครงการลงทุนต้องมี Growth Story เช่น การลงทุนใน บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGD ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงมาก มีโครงการริมแม่เจ้าพระยา “เจ้าพระยา เอสเตท” ที่มีทั้งโรงแรม 6 ดาวและที่พักอาศัยสุดหรู มูลค่าโครงการกว่า 32,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะสามารถบันทึกรายได้ในปี 2561 และ 2562 ซึ่งจะช่วยให้ CGD พลิกกลับมาทำกำไรได้ โดย CGH มองว่าการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะได้ปันผลแล้วยังมีโอกาสจากมูลค่าเพิ่มของที่ดินอีกด้วย

ปัจจุบัน CGH ถือหุ้น CGD ในสัดส่วน 9.3%

 

 

3. โครงการที่มีรายได้ที่มั่นคง เช่น การเข้าลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดการกองทุนมากว่า 40 ปี โดยสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง มีรายได้ที่มั่นคง ปลอดภัย และสามารถส่งเสริมการประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทฯ ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน CGH ถือหุ้น MFC สัดส่วน 24.8%

 

 

4. การปรับโครงสร้างธุรกิจเดิม ซึ่งก็คือธุรกิจหลักทรัพย์นั่นเอง โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา CGS ได้ขายสาขา จำนวน 21 สาขา ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์อื่น ปัจจุบันจึงเหลือเพียง 7 สาขา ทำให้สามารถลดต้นทุนได้ถึง 15% โดยจำนวนพนักงานลดลงเหลือเพียง 240 ราย เป็นการลดค่าใช้จ่ายและหันมาเน้นให้บริการลูกค้าสถาบันมากขึ้นควบคู่ไปกับการให้บริการด้านอื่น เช่น ธุรกิจวาณิชธนกิจหรือธุรกิจบริหารสินทรัพย์ เป็นต้น

 ปัจจุบัน CGH ถือหุ้น CGS สัดส่วน 99.3%

 

 

** ชูจุดแข็งฐานะแกร่ง-ผนึกเครือข่ายลงทุน
            จากที่กล่าวมาทั้งหมด ส่งผลให้ปัจจุบัน CGH มีจุดแข็ง 2 ประการ ได้แก่

1.       ความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน สะท้อนจากสินทรัพย์ที่มีจำนวน 7,925 ล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบัน

มีพนักงานเพียง 17 คน สอดรับกับนโยบายในการใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ส่วนบริษัทร่วมต่างก็มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ได้แก่ MFC และ PDI ที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว ทำให้มีความพร้อมในการลงทุนค่อนข้างมาก อีกทั้งประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจของแต่ละบริษัท ยังส่งเสริมการประกอบธุรกิจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

2. มีความชำนาญในการหาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและบริหารเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเลือกลงทุนในบริษัทฯ ในเครือที่เอื้อหนุนการดำเนินงานเพื่อให้ CGH มีความได้เปรียบทางธุรกิจ เช่น CGS สามารถให้คำปรึกษาด้านการเงิน MFC มีความชำนาญด้านการระดมทุนในการลงทุน ส่วน CGD มีความชำนาญเฉพาะในการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์และ PDI มีความเชี่ยวชาญด้านการพลังงาน ซึ่งความรู้เฉพาะด้านของแต่ละบริษัทฯ เหล่านี้ล้วนส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายให้บริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี

           
            การปรับโครงสร้างของ CGH ในครั้งนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “มาถูกทาง” สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่สามารถทำกำไรสุทธิในปี 59 ได้ถึง 392 ล้านบาท เติบโตกว่า 545% จากปี 58 เป็นการเดินหน้าตามพันธกิจ คือการรังสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแบบยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จ โดยเริ่มจากรากฐานสำคัญที่มั่นคงและแข็งแกร่ง ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cgholdings.co.th

 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh