สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

บทความแนะนำ

| 26 มิถุนายน 2560

ภารกิจใหญ่ `ผยง ศรีวณิช` ยกเครื่อง KTB - ดันกำไรโต

ภารกิจใหญ่ `ผยง ศรีวณิช` ยกเครื่อง KTB - ดันกำไรโต

 

          "ธนาคารกรุงไทย" ถูกวางบทบาทการเป็นเครื่องมือรองรับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่สามารถสลัดทิ้งได้ ขณะเดียวกัน ธนาคารยังต้องเดินหน้าสร้างผลกำไรเฉกเช่นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจในและต่างประเทศ ล้วนมีผลต่อการทำธุรกิจของธนาคาร สะท้อนชัดเจนว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จะไม่เห็นการขยายมากมายเหมือนในอดีต และไม่เห็นกำไรเติบโตอย่างมหาศาลและการเปิดสาขาอย่างบ้าระห่ำ
          และเมื่อธุรกิจต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะในองค์กรอย่าง "กรุงไทย" ที่ต้องบริหารเหรียญ 2 ด้านให้สมดุลกัน ทั้งการสร้างกำไรให้เติบโต เพื่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น และการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ได้กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งในยุคที่ "ผยง ศรีวณิช" เข้ามารับไม้ กับการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่เปิดใจผ่าน “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์” ไว้อย่างน่าสนใจ

***แค่จุดเริ่มต้นการทำงานก็ท้าทายแล้ว!!!
          นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ KTB ที่เข้ามารับตำแหน่งเอ็มดีคนใหม่ เมื่อ 8 พ.ย. 59 บอกว่า เป็นการทำงานที่ท้าทายอย่างมาก จะมองว่าสนุกก็ได้ แต่รู้สึกว่าท้าทายมากเกินไปในช่วงนี้ ที่เจอภาวะอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราก็เร่งปรับตัวในช่วงเวลาสั้นๆ จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ขีดเส้นตายไว้ในหลายเรื่องๆ เช่น อีเพย์เม้นท์ พร้อมเพย์ และ การชำระเงินต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นอะไรที่กระชั้นชิดมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่โอกาสมาแล้วมาเลย มาได้ก็ได้ มาไม่ได้ก็แย่เลย เป็นสิ่งที่ท้าทาย โดยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นปัญหาเรื่องคนที่จะต้องเจอการเปลี่ยนแปลง
          ต้องไม่ลืมว่าธนาคารกรุงไทยเป็นกลไกที่ทางรัฐบาลใช้เราเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ นโยบายต่างๆ ซึ่งในอดีตการที่เราช่วยทำเรื่องนั้นเรื่องนี้บางครั้งก็ทำให้เรามองถึงโอกาสที่ได้มา บางทีไปมองว่าเป็นภาระก็มี แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ซึ่ง DNA เราไม่หมือนกับ DNA คนอื่น เรายังเป็นลูกของรัฐ เพราะฉะนั้นจุดแข็งเราอยู่ตรงไหน เราก็จะต้องขยายออกจาก DNA ที่เรามี ไม่ใช่พยายามที่จะข้ามชั้นไปสู้ชกกับกลุ่มเอกชนเต็ม 100% ที่เขามีฐานลูกค้าที่เข้มแข็งอยู่แล้ว
          เราเป็นแขนขา เป็นกลไกของทางรัฐบาล เราก็ต้องต่อยอดจากตรงนี้ แต่ทั้งหมดนี้ก็เรียกว่าเป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกันเพียงแต่ว่าเราเริ่มมาจากตรงไหน เราก็ไปคอนเนคกับผู้เล่น หรือ ผู้ที่มีส่วนร่วมในยุคที่ต้องแบ่งปันกัน เป็นจุดที่เราต้องโฟกัส และ ปรับตัวในสิ่งที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ ซึ่งเราต้องเร่งปรับตัวในช่วง 3-6 เดือนที่ผ่านมา

***งานสนองนโยบายรัฐก็มา 
          การปล่อยสินเชื่อเป็นเรื่องปกติที่เราทำอยู่แล้ว แต่งานที่รัฐมอบหมายก็ต้องทำ เช่น บัตรผู้มีสวัสดิการรายสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในรูปแบบใหม่ๆได้สะดวกมากขึ้น เช่น ขึ้นรถเมล์ฟรี ขึ้นรถไฟฟ้า รถไฟ น้ำ ไฟ แก๊สหุงต้ม ร้านธงฟ้า ถ้ามองไปมัน คือ Economy system หลังจากไม่ได้เป็น Segment ที่เราโฟกัสมากนัก หรือ เป็น Segment ที่ทำกำไรได้เลย แต่เป็น Segment ที่มีความสามารถ และ พัฒนาการทางบริการขึ้นมาในเชิงของให้โอกาสของ Segment หนึ่งที่สนองนโยบายรัฐ และ เราก็สามารถนำกลุ่มนำไปต่อยอดในกลุ่มอื่นได้ ซึ่งงานนี้ต้องทำให้ได้เร็ว มันเป็นโอกาสที่เข้ามา
          “3-6 เดือนข้างหน้าเราจะต้องมุ่งเน้นพันธกิจในสิ่งที่รัฐบาลมอบหมายให้เรามาทำ และ จำเป็นต้องทำ มีหลายโครงการ เช่น บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย บัตรสวัสดิรักษาพยาบาลข้าราชการ ประชารัฐ อัพเกรดลูกค้าภายในของเราเอง เยอะพอสมควรที่เราต้องเร่งทำ ซึ่งเราก็ก็ยอมรับว่าเราเริ่มช้ากว่าคนอื่น แต่วันนี้เราต้องการวิ่ง และ แซงคนอื่น ผมถึงบอกว่ามันท้าทายมากทำยังไงที่จะทำพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง โดยที่ไม่กระทบกำไร”

***"ฟิวเจอร์แบงกิ้ง" แผนธุรกิจขอปีนี้
          ประกอบด้วย 3 อย่าง ซ่อม สร้าง ต่อยอด อนาคต ที่เราเรียกว่า ฟิวเจอร์แบงก์กิ้ง เดิมบอกเขา 3 ลูก ลูกที่ 1 จบไปแล้ว คือ ซ่อม สร้าง แต่ที่จริงมันยังไม่ได้จบทั้งหมด ยังต้องซ่อมต่อไป สร้างใหม่ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็วมาก ปีนี้ต้องปรับ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเราก็จะเสียลูกค้า เสียโอกาสในธุรกิจบางประเภทได้
          ต่อยอด คือ มาตราฐานเราที่ต้องเติบโตทางด้านเงินกู้ เพิ่มค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่เราต้องต่อยอดให้ได้ตามปกติ ส่วนธุรกิจในอนาคต พร้อยเพย์มา EDC มา จะทำอย่างไรกับมัน การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภควันนี้ไม่เปลี่ยนทางด้านมือถือ แต่ผมเรียกมันว่า “กระชากการเปลี่ยนแปลง“ หลังค่าธรรมเนียมได้หายไปวูบไปจากระบบ เทคโนโลยีมันทำให้ต้นทุนธุรกรรมทางการเงินมันถูกลง รูปแบบสาขาก็เปลี่ยนแปลงไป และ นี่ คือ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เราจะมารอเขาทีละลูกคงไม่ได้ ต้องทำไปในทีเดียวเลย นี่ คือ ความท้าทายของผม
          คนก็ต้องเปลี่ยน และ ปรับตัวไปพร้อมๆกัน เราต้องให้โอกาสคน ให้เครื่องมือเขาในการเปลี่ยน เปลี่ยนจากทักษะหนึ่งไปอีกทักษะหนึ่ง และ เป็นทักษะที่เสริมสร้างโอกาสให้เขาเดินไปสู่จุดหมายของอนาคตธนาคารให้ได้ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบสาขาก็ชัดเจนแล้วว่าต้องปรับสาขาตรงไหนเหมาะกับรูปแบบใด เราคงไม่สามารภเหมาเข่ง และ ให้บริการได้ทั้งหมด เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่ายุทธศาสาตร์ในแต่ละจุดเป็นอย่างไร และ การที่เราประกาศว่าปีนี้จะปิดสาขา 100 สาขา ก็เป็นการปิดในชุมชนที่เปลี่ยนไป การบริโภคที่เปลี่ยนไปตลาดสดบางสดก็เปลี่ยนมาเป็นห้าง เราจึงต้องปรับให้สาขาเหมาะกับสภาวะแวดล้อมเหล่านั้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งทำ คือ สาขาไม่ได้ปิดตาย แต่ปิดในสาขาที่ไม่มีคน และ เปิดในจุดที่ตอบโจทย์ได้
          พนักงานก็ต้องเร่งทักษะเพื่อให้คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยี คุ้นชินกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ตลอดจนปรับปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายใน ทุกวันนี้งานสาขาทั่วประเทศยังเป็นการใช้แฟ้มอยู่ เราจะให้เขาเลิกใช้แฟ้ม และ หันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น หันมาทำออนไลน์มากขึ้น เรามุ่งแก้จัดกระบวนการของเราภายในอย่างหนัก ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มทำมาสักระยะหนึ่งแล้ว

***รับสินเชื่อปีนี้ไม่ถึงฝั่ง 
          สินเชื่อรวมในปีนี้คาดว่าจะไม่เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้ที่ 4-6% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันในระบบอุตสาหกรรมธนาคารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดการแย่งชิงลูกค้า และ กระทบต่อการขยายสินเชื่อของธนาคาร
          โดยสิ้นไตรมาส 1/60 สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารแบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 37% สินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 4.67% สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 20.26% สินเชื่อรายย่อย 38.04% และ สินเชื่ออื่นๆ 0.02% ซึ่งปีนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งเป้าเติบโต 4% สินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเติบโต 2% สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเติบโต 5% และ สินเชื่อรายย่อยเติบโต 5%
          “ลืมกรอบบนที่ 6% ไปได้เลย เอาแค่ฐานล่าง 4% ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก ซึ่งเราก็พยายามทำอยู่ แต่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ลูกค้าใหม่มีน้อย ก็แย่งกันเอง หมดจากแบงก์นี้ก็วิ่งไปแบงก์นั้น ประกอบกับ หนี้ครัวเรือนก็สูง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะต่อยอด หรือ เพิ่มสินเชื่อก็มีข้อจำกัด”

***NPL สูงกดดันการตั้งสำรอง กระทบกำไร
          นโยบายการตั้งสำรองปีนี้ยังเข้มข้น และยังต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสินเชื่อรายย่อย และ ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ของธนาคารต่ำกว่า 100% ในบางเดือน แต่ขณะนี้ธนาคารมีนโยบายต้องไม่ต่ำกว่า 110% ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนมากน้อยไหนเพียงใด ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ 112-113%
          การบริหาร NPL ธนาคารมีการปรับรูปแบบการบริหารจัดการภายใน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้รูปแบบเดิม คือ การปรับโครงสร้างหนี้ แต่ขณะนี้มีเครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกัน คือ right off และ ตัดขายหนี้เสียออกไป ซึ่งต้องพยายามดำเนินการให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการติดตามหนี้ เพื่อวางแนวทางไม่ให้หนี้ที่ชำระปกติไหลมาเป็นหนี้ค้างชำระ หรือ ค้างชำระ 1-2 เดือนไหลเข้าสู่ 90 วันจนกลาย NPL ได้
          “เราเร่งดูสัญญาณตรงนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า จะได้ไปคุยกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงิน หรือ เปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อตอบสนองให้กับลูกค้าบางกลุ่มที่อาจจะสะดุดในบางจังหวะ บางเวลาได้ทันท่วงที ซึ่งตอนนี้ก็เร่งทำอยู่ แต่เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เข้ามาเป็นเรื่องปกติของการบริหารพอร์ตสินเชื่ออยู่แล้ว แต่ว่าบางเคสก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็มี ก็ตั้งสำรองก็ต้องเพิ่มไปกับ NPL ที่เพิ่มขึ้น”
          นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรเติบโตขึ้นสู่อันดับ 3 ของกลุ่มธนาคารภายในปี 63 จากปัจจุบันธนาคารทำกำไรอยู่ในอันดับ 4 ของระบบ ซึ่งถือว่าล่าช้าจากแผนเดิมที่เคยวางไว้ในปี 61 เนื่องจากยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และปรับปรุงระบบทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจจะช้ากว่าคู่แข่งไปบ้าง แต่ต้องดำเนินการบนสินทรัพย์ของธนาคารที่ปัจจุบันสูงถึง 2 ล้านล้านบาท


          นี่ถือว่าเป็นภารกิจที่เรียกได้ว่างานนี้ "งานช้าง - งานหิน" และจะเป็นบททดสอบฝีมือหัวเรือใหญ่คนใหม่ของธนาคารกรุงไทย อย่างแท้จริง เพราะลำพังแค่งานราษฎร์ที่เจอไม่ใช่งานง่ายอีกต่อไปแล้ว แต่งานหลวงที่ต้องรับหน้าเสื่อสนองงานรัฐ ก็ต้องทำให้ได้ ดังนั้นในภาวะแบบนี้ ก็หวังแค่ว่าอย่าให้เจอ “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก”   ขอให้ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นดีที่สุด 
 


 รายงานโดย : กรณัช พลอยสวาท 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh