บทความแนะนำ

| 29 มีนาคม 2560

ผ่าแนวรบธุรกิจร้านอาหาร M HOTPOT AU SST FC OISHI SNP MINT CENTEL

ผ่าแนวรบธุรกิจร้านอาหาร M HOTPOT AU SST FC OISHI SNP MINT CENTEL

 

ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจขายสินค้าและบริการที่คนต้องกินต้องใช้ ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่คนจะทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ทำให้ธุรกิจนี้สามารถโตได้ในระยะยาวๆ แต่ในทางกลับการธุรกิจนี้ก็เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันเดือดเช่นเดียวกัน ดังนั้นบทความนี้จะนำผลประกอบการมาเปรียบเทียบกันให้เห็นกันชัดๆว่าใครจะอยู่ใครจะไปในแนวรบธุรกิจนี้ครับ

โดยบทความนี้ได้รวบรวมผลประกอบการของหุ้นที่ทำธุรกิจร้านอาหาร ที่รู้จักกันดีมาเปรียบเทียบกันจำนวน 9 บริษัท เช่น M เป็นเจ้าของร้านอาหาร MK สุกี้, HOTPOT เป็นเจ้าของแบรนด์ HOTPOT, AU หรือ After You ,SST เป็นบริษัทแม่ของมัดแมนที่กำลังนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีร้านอาหารในเครือคือ ดันกิ้งโดนิท โอปองแปง ไอศกรีมบัสกินร้อบบิ้น และร้านอาหารเกรฮาว, FC เป็นเจ้าของร้านกาแฟ Coffee Bean พิซซ่าโดมิโน่ , OISHI เป็นเจ้าของร้าน และเครื่องดื่มแบรนด์โออิชิ, SNP เป็นเจ้าของร้าน S&P, MINT และ CENTEL จะแตกต่างจากเพื่อนนิดหน่อยเพราะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดย MINT เป็นเจ้าของร้านแบรนด์ดังอย่างเช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, ไทยเอ็กซ์เพรส, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริบส์แอนด์รัมส์, ริเวอร์ไซด์, เบร็ดทอร์ค, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ควีน และ เบอร์เกอร์คิง  ในส่วนของ CENTEL เป็นเจ้าของร้านแบรนด์ดังอย่างเช่น KFC Shionoya  Auntie Anne Mister Donut ชาบูตง

1. การทำกำไร

ยกนี้เป็นการเปรียบเทียบการทำกำไรว่าใครจะสามารถทำกำไรได้มากกว่ากัน เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของยอดขายจะเห็นว่าแต่ละบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สูงนัก ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 3-5% สำหรับบริษัทที่ยอดขายเติบโตโดดเด่นคือ MINT แต่ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากการขยายโรงแรม และการโอนคอนโดมิเนียมเป็นหลัก

 

 

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของกำไรสุทธิในปี 2559 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะมีผลประกอบการลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังมีบริษัทที่ผลประกอบการเติบโตน่าสนใจเช่น M และ CENTEL

 

 

เมื่อนำอัตรากำไรขั้นต้นของแต่ละบริษัทมาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่า แต่ละบริษัทจะมีระดับอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงกัน ถ้าทำธุรกิจร้านอาหารอย่างเดียวเช่น M HOTPOT AU SST FC จะมีระดับอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูงเนื่องจากในการคิดราคาต้นทุนขายจะประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบเป็นหลัก สำหรับ OISHI SNP มีส่วนที่เป็นโรงงานผลิตและรับจ้างผลิตด้วยจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยออกมาต่ำลง และ MINT กับ CENTEL มีส่วนผสมของธุรกิจโรงแรมเข้ามาด้วย

 

 

ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงานคิดเฉพาะยอดขาย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายขายและบริหารโดยไม่นำรายได้รายจ่ายอื่นเข้ามาคำนวณด้วย จะเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารที่คนนิยมเช่น M AU จะมีระดับอัตรากำไรจากจากการดำเนินงานสูง ส่วนบริษัทที่คนเข้าร้านน้อยกว่าบางครั้งกำไรขั้นต้นก็ไม่พอเลี้ยงค่าใช้จ่ายขายทำให้กำไรจากการดำเนินงานออกมาค่อนข้างบางยกตัวอย่างเช่น HOTPOT SST FC สำหรับ OISHI SNP MINT CENTEL ถือว่ามีอัตรากำไรดำเนินงานค่อนข้างดี

 

 

2.เปรียบเทียบโครงสร้างสินทรัพย์

 

สินทรัพย์เปรียบเหมือนเครื่องจักรทำเงิน ถ้าบริษัทมีโครงสร้างที่ดีก็จะสามารถเติบโตไปได้ไกล จะเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารส่วนใหญ่โครงสร้างสินทรัพย์จะเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่มีอายุมากกว่า 1 ปียกเว้น M และ AU ที่ระดมทุนเข้าตลาดในช่วงที่แบรนด์กำลังดังทำให้ได้เงินสนเข้ามาในบริษัทมาก ทำให้เงินไปกองอยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเยอะๆ หัวใจคือต้องหาคนเข้ามาใช้บริการให้มากที่สุดจึงจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงและมีรายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงต้นทุนคงที่ต่างๆได้

 

 

เมื่อมีสินทรัพย์ก็ต้องดูว่าแต่ละบริษัทไปจัดหาเงินจากไหน จะเห็นว่าส่วนใหญ่บริษัทจะมีหนี้สินค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะจัดหาเงินจากเงินทุน หนี้สินส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน มีที่ไม่เหมือนเพื่อนคือ HOTPOT มีหนี้สินไม่หมุนเวียนซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องจ่ายใน 1 ปีค่อนข้างสูง

 

 

เมื่อมีหนี้ก็ต้องจ่ายหนี้ ความสามารถในการจ่ายหนี้วัดจาก Payback period หรือระยะเวลาชำระหนี้ คิดจาก หนี้สินที่มีดอกเบี้ยหารด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังจากหักดอกเบี้ยแล้ว จะเห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกค่อนข้างเยอะทำให้เวลาจ่ายหนี้ออกมาค่อนข้างสั้น ที่น่าสนใจคือ OISHI ที่มีระยะเวลาจ่ายหนี้มากกว่า 10 ปี ต้องไปตามดูต่อว่าจะมีวิธีเพิ่มกระแสเงินสดดำเนินงานได้อย่างไร สำหรับ SST ที่มีระยะเวลาจ่ายหนี้ค่อนข้างยาวก็มีแผนลดหนี้โดยการผลักดันมัดแมนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ FC ที่เป็นบริษัทเดียวที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบอาจทำให้ระยะยาวมีปัญหาในการชำระนี้สินได้

 

 

3.เปรียบเทียบประสิทธิ์ภาพการใช้สินทรัพย์

ธุรกิจร้านอาหารที่ดี ต้องสามารถนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้ได้สูงๆ มีการหมุนของลูกค้าเยอะๆ จะเห็นว่า M HOTPOT SNP สินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้สูง สำหรับ HOTPOT เหตุที่อัตราส่วนนี้สูงเนื่องจากการปิดสาขาที่ไม่สร้างรายได้ไปและ SNP ส่วนใหญ่เป็นร้านเล็กๆที่ ลูกค้ามักจะซื้อกลับไปทานที่บ้านทำให้ใช้สินทรัพย์น้อยแต่สามารถสร้างรายได้ได้มาก และสำหรับ MINT CENTEL ที่มีส่วนของโรงแรมด้วยจะมีอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ต่ำกว่าเป็นเรื่องปกติ

 

 

ต่อไปเป็นการเปรียบเทียบว่าในช่วงที่ผ่านมาใครมีการลงทุนขยายกิจการมากๆ บริษัทที่มีการเติบโตสูงๆต้องมีการขยายกิจการ โดยวัดจากอัตราส่วน Reinvestment ratio เป็นการวัดว่าในปีที่ผ่านมีกิจการลงทุนเป็นกี่เท่าของค่าเสื่อม ถ้าค่ามากกว่า 2 แสดงว่ามีการลงทุนขยายกิจการเพื่อการเติบโต จะเห็นว่า AU มีการขยายกิจการค่อนข้างเยอะเนื่องจากมีการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ได้เงินลงทุน รองลงมาคือ MINT ที่มีการขยายโรงแรม และ M ที่มีการขยายสาขาค่อนข้างเยอะในปีนี้

 

 

และสุดท้ายเป็นการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในแง่กระแสเงินสดโดยวัดจากอัตราส่วน CF ROI คำนวณจากกระแสเงินสดจากกดำเนินงานหารด้วยที่ดินอาคารอุปกรณ์เป็นการวัดว่าบริษัทสามารถนำสินทรัพย์ไปสร้างเงินสดกลับมาได้เท่าไร จากภาพจะเห็นว่า m เป็นหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนในรูปของเงินสดค่อนข้างสูง รองลงมาคือ AU และ SNP จะเห็นว่าร้านอาหารที่มีแบรนด์ติดตลาดจะสามารถสร้างผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดได้ค่อนข้างสูง แต่บริษัทที่แบรนด์ติดตลาดน้อยกว่าจะสร้างผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสดได้ต่ำลง

 

 

เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากสินทรัพย์และผลตอบแทนผู้ถือหุ้นจะเห็นว่าธุรกิจนี้ให้ผลตอบแทนที่ค่อยข้างดี แต่ถ้าบริษัทมีปัญหาก็อาจทำให้ผลตอบแทนตกต่อไปเลย

 

 

จะเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีสำหรับการลงทุนแต่ในการเลือกลงทุนกับบริษัทไหนนั้นต้องเลือกให้ดีๆเพราะแต่ละร้านจะมีกลุ่มลูกค้าไม่เหมือนกัน กลยุทธ์ธุรกิจแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ผลประกอบการออกมาแตกต่างกันไปด้วยโชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ

 

โดย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh