บทความแนะนำ

| 26 มกราคม 2560

ทองคำโค้งแรกปี 60 ตีปีก ปัจจัยหนุนเพียบ เปิดช่องเก็งกำไรคึกคัก

     ราคาทองคำเปิดฉากปี 2560 คึกคัก จากหลายปัจจัยเข้ามาให้เก็งกำไรอย่างสนุกสนาน ทั้งปัจจัยต่างประเทศ เช่นนโยบายเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่  นายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือประเด็น Brexit ของทางยุโรป ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ยังมีช่วงเทศกาลตรุษจีน (ปลายเดือนม.ค.) ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อทองคำเข้ามาอย่างคึกคักเหมือนเช่นทุกปีที่

***ต่างประเทศยังเดาทางยาก ถูกใจนักเก็งกำไร   
     ทั้งตลาดหุ้นและตลาดทองคำกำลังจับตา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างคาดการณ์ว่าแนวทางบริหารเศรษฐกิจจะออกมาดี หนุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นและกดดันราคาทองคำ แต่ปรากฎว่าถ้อยแถลงล่าสุดนายทรัมป์กลับไม่พูดถึงแนวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน และพูดตอกย้ำเรื่องการไม่ยอมรับนโยบายจีนเดียว ทำให้ตลาดเริ่มไม่มั่นใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาทองคำสดใสได้อีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามวันที่นายทรัมป์จะสามาบานตนรับตำแหน่ง (20 ม.ค.) อีกครั้ง ว่าจะมีสุนทรพจน์อะไรเพิ่มเติมให้ตลาดได้ตีความอีกหรือไม่   
     ส่วนประเด็น Brexit จากฝั่งอังกฤษ ที่นักลงทุนรับทราบไปเร็วๆ นี้คือ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ มีแนวทางให้สหราชอาณาจักรจากออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรป หรือ อียูอย่างสิ้นเชิง และจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของตลาดร่วมยุโรป โดยใช้หลักการเจรจา 4 ข้อ ได้แก่ ความแน่นอนและความชัดเจน, การทำให้อังกฤษมีความแข็งแกร่งขึ้น, การทำให้อังกฤษมีสภาพที่ดีขึ้น และการทำให้อังกฤษมีความเป็นระดับโลกอย่างแท้จริง โดยขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินการลงมติโดยฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้กระบวนการออกจากอียูเดินหน้าต่อไปตามมติที่ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2016 
     โดยประเด็นเหล่านี้สร้างความผันผวนให้ราคาทองคำช่วงนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งตลอดทั้งปีนี้มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้น 3 ครั้งในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามนั้นเป็นแค่การคาดการณ์ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจปรับเปลี่ยนสถานการณ์ได้เช่นกัน

*** ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน ม.ค. 60 พุ่งแรง 29.59 จุด
     ดร. พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือนมกราคม 2560  อยู่ที่ระดับ 59.63 จุด ปรับตัวขึ้นมากถึง 29.59  จุด หรือปรับขึ้นกว่า 98.50% จากเดือนธันวาคมปี 2559 โดยกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก, แรงซื้อเก็งกำไร ตามด้วยการซื้อขายตามเทศกาลช่วงปีใหม่และตรุษจีน, การอ่อนค่าของค่าเงินบาทและ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
     ด้านดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในระยะ 3 เดือน มีมุมมองการปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าอยู่ที่ระดับ 60.03 จุด ปรับขึ้น 1.24 จุด หรือ 2.12% โดยมีปัจจัยบวก คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยรองลงมาคือ นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามมาด้วยแรงซื้อเก็งกำไร ความต้องการซื้อทรัพย์สินที่ปลอดภัย และความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป
    โดยผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ คาดการณ์กรอบราคาทองคำในเดือนมกราคมนี้ไว้ที่ 1,111-1,200 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองคำในประเทศ 19,001-20,500 บาท ด้านค่าเงินบาทมองกรอบ 35.01-36.50 บาท/ดอลลาร์

*** ตรุษจีนมาเร็วไป แรงซื้ออาจข้ามไปช่วงสงกรานต์ 
     นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่าราคาทองในปีก่อนโดยรวมเคลื่อนไหวลดลง แต่ในช่วงปลายปี2559 ราคาทองเริ่มมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่องจนถึงต้นเดือนมกราคม 2560 เนื่องจากนักลงทุนเก็งกำไรทองในช่วงราคาถูก และนักลงทุนเข้าซื้อช่วงเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ โดยคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 1/2560 ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้  เพราะยังไม่มีปัจจัยลบใหม่อื่นๆ ด้านประเด็นเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้คงไม่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งยังช่วยพยุงราคาทองคำต่อไปได้ 
     อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการซื้อทองรูปพรรณในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนปีนี้คาดว่าชะลอความคึกคักลง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่เข้าซื้อในช่วงปีใหม่ที่ราคาทองยังถูกกว่าปัจจุบันแทน ประกอบกับบริษัท        โดยกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงไตรมาสที่1/2560 ให้กรอบการเคลื่อนไหว 19,800-21,000 บาท ด้านทองโลกมองกรอบ 1,170-1,260 ดอลลาร์/ออนซ์

***จับตา "ดบ.เฟด- แผนศก.ทรัมป์-เลือกตั้งใน EU"  
     นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสผันผวนจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ดอกเบี้ยเฟด ,แนวทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ และเลือกตั้งในกลุ่มประเทศEU
     โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีท่าทีในเชิงคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้นในปีนี้  โดยคาดว่าเกิดจากการปรับตัวเพื่อตอบรับต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากนโยบายการดำเนินนโยบายการคลังขนาดใหญ่ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งการลดภาษี, การใช้จ่าย และการผ่อนคลายกฎระเบียบตามที่เคยหาเสียงไว้  ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นจึงส่งผลให้เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วขึ้นในปี 2017  หากปีนี้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งตามคาดหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่รวดเร็วมากกว่า 3 ครั้ง อาจยิ่งหนุนสกุลเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้พุ่งขึ้นซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่จะกดดันราคาทองคำในปี 2017 แต่ถ้าหากในปีนี้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้น้อยกว่าคาดการณ์ หรือหากนโยบายอย่างเป็นทางการของนายโดนัลด์ ทรัมป์สร้างความผิดหวังและทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง อาจส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่า รวมถึงการตอบโต้ของชาติต่างๆ ต่อนโยบายที่แข็งกร้าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์  ถือว่ายังคงเป็นปัจจัยบวกที่ยังคงหนุนราคาทองคำในปีนี้ 

     ด้านประเด็นนางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประเทศสมาชิกจะถอนตัวออกจาก EU ในกรอบเวลา 2 ปี โดยอังกฤษจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมีนาคมปีนี้  ซึ่งแผนการถูกผลักดันด้วยวิธีการที่ไม่ละมุนละม่อม (Hard Brexit) เป็นปัจจัยที่กลับมาหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้  
     และในปีนี้ยุโรปจะมีการเลือกตั้งใน 3 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ เยอรมัน(22 ต.ค.), ฝรั่งเศส(23 เม.ย.และ 7 พ.ค.) และเนเธอร์แลนด์(15มี.ค.) ซึ่งหากเกิดการพลิกขั้วอำนาจทางการเมืองไปสู่พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด อาจนำมาซึ่งการจัดทำประชามติขอแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปทั้งในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ได้เช่นเดียวกับอังกฤษ ขณะที่เยอรมันนั้นต้องจับตาว่านางอังเกลา แมร์เคิลจะชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ได้หรือไม่ เพราะหากแมร์เคิลแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะทำให้อนาคตของสหภาพยุโรปสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ยุโรปยังอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งจะหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน  
     ดังนั้นประเมินกรอบราคาทองคำกว้างๆทั้งปี ให้แนวรับแรก 1,100 และ 1,090 ดอลลาร์/ออนซ์ แนวต้านแรก 1,255 ดอลลาร์/ออนซ์ หากยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ชัดเจน สัญญาณเทคนิคจะกลายเป็นขาขึ้นชัดเจนโดยให้แนวต้านถัดไป 1,375 ดอลลาร์/ออนซ์

     จากภาพรวมของราคาทองคำตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ระดับ 1,151.40 ดอลลาร์/ออนซ์ ถึงระดับเปิดวันนี้(19 ม.ค.60)ที่ระดับ 1,216.80 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.68% ซึ่งถือว่ายังเป็นอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี  และเมื่อได้เห็นสัญญาณแล้วว่า ปีนี้ปัจจัยต่างประเทศที่ค่อนข้างเข้มข้น ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตก จะยิ่งส่งผลให้ตลาดเงินดอลลาร์และทองคำผันผวนตลอดทั้งปี ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้นักลงทุนในตลาดทองคำหาช่องเก็งกำไรตามไปด้วยนั่นเอง  
 

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh